ASUS ZenBook Pro Duo โน้ตบุ๊ค 2 จอ สเปกแรง 9980HK RTX2060

ASUS ZenBook Pro Duo – Specification

ASUS ZenBook Pro Duo แบ่งออกเป็น 2 รุ่น คือรุ่น ชิปประมวลผล Intel Core i7-9750H และ Core i9-9980HK ที่รุ่นทดสอบนั้นเป็นรุ่น Intel Core i7-9750H ราคา 89,990 บาท

ส่วนสเปกอื่นจะเหมือนกัน การ์ดจอแยกเป็น RTX2060 (6GB) แรม 16GB x 2 DDR4 ส่วน SSD M.2 NVMe 1TB

จอหลักเป็นมาตรฐานใหม่ OLED 15.6″ 4K (3840 x 2160) และจอที่สอง ScreenPad Plus ขนาด 14″ (3840 x 1100) รองรับการทัชสกรีน

พอร์ตเชื่อมมีทั้ง USB 3.1 Type-A 2 พอร์ต, HDMI, headphone Jack 3.5mm และ Thunderbolt 3 1 พอร์ต มาพร้อมWi-Fi 6 AX และ Bluetooth 5.0 นอกจากนี้ยังบันเดิลมากับ ที่รองข้อมือต่อจากแป้นคีย์บอร์ด อีกทั้งยังมีแท่นรองตัวเครื่องที่สามารถพับเก็บไปมาได้

พอร์ตการเชื่อมต่อเป็น USB 3.1 Type-A 2 พอร์ต, และ USB 3.1 Type-C 1 พอร์ต (Pro Duo จะเป็น Thunderbolt 3) headphone Jack 3.5mm 1 ช่อง, HDMI และช่องเสียบอแดปเตอร์ การเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5 และ Wi-Fi 6 (802.11ax)

กราฟิกการ์ดเป็นแบบออนบอร์ด Intel UHD Graphics 630 โดยมีกราฟิกการ์ดจอแยกตัวแรงอย่าง NVIDIA GeForce GTX 2060 พร้อมกันนั้นยังมาเทคโนโลยี Ray Tracing

แบตเตอรี่สามารถทำงานต่อเนื่องยาวนานได้ประมาณ 6 ชั่วโมงต่อเนื่องในการใช้งานแบบปกติ จากการดูภาพยนตร์และเล่นอินเตอร์เน็ต เชื่อมต่อผ่านทาง Wi-Fi และปรับเป็น Power Saver Mode

อุณหภูมิปกติของเครื่องจะอยู่ที่ 40 – 50 องศาเซลเซียส แต่พอประสิทธิภาพเต็มที่ จะเห็นว่าเครื่องจะร้อนที่สุดที่ 100 องศาเซลเซียสสำหรับชิปประมวลผล ส่วนการ์ดจออยู่ที่ 81 องศาเซลเซียส

ASUS ZenBook Pro Duo – Design

ดีไซน์โดยรวมนั้นจะดูเล็กกว่าและบางกว่าโน้ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ อยู่พอสมควร น้ำหนัก 2.5 กิโลกรัม ขอบจอ NanoEdge แม้จะไม่ได้เบาที่สุดๆ แต่ได้ฟีเจอร์จัดเต็มแบบไร้คู่แข่ง

ASUS ZenBook Pro Duo

ตำแหน่งของคีย์บอร์ดที่ลงมาชิดขอบล่าง เพื่อให้พื้นที่กับหน้าจอด้านบน เลยแถมแผ่นรองข้อมือมาให้ด้วย

ส่วน TrackPad ที่อยู่ด้านขวา ไม่ใช่ TrackPad ที่ใช้ควบคุมเครื่องธรรมดา แต่สามารถกดตรงมุมนี้เพื่อเปิดการใช้งาน NumberPad หรือเป็นแป้นตัวเลขได้ด้วย ระหว่างที่เปิดแป้นตัวเลข ก็ยังบ TrackPad ได้ด้วย

ASUS ZenBook Pro Duo

งานประกอ Unibody ตัดขอบแบบ Daimond Cut ด้านหลังเพิ่มคำว่า ZenBook Series พร้อมกับ LED มุมจะเป็นมุมเหลี่ยม ใช้สีสันเป็น Celestial Blue งานประกอบอลูมิเนียม Military Standard ตัวเครื่องภายนอกเป็นอลูมิเนียม ส่วนช่องระบายอากาศก็จะอยู่สองฝั่ง พร้อมซ่อนอยู่ใต้หน้าจอ

ZenBook Pro Duo มีน้ำหนักที่ 2.5 กิโลกรัม รวมอแดปเตอร์ 150 Watt แล้วจะมีน้ำหนักประมาณ 2.5 กิโลกรัม

ASUS ZenBook Pro Duo – Screen

ขอบหน้าจอ NanoEdge ทำให้ตัวเครื่องเล็กลง หน้าจอหลัก OLED 4K 15.6″ (3840 x 2160) 100% sRGB 350 cd/m2 พร้อมรองรับ HDR มีมุมมองกว้างถึง 178 องศา

มีตัวเลือกเป็นหน้าจอทัชสกรีน รองรับ ASUS Pen อีกด้วย หน้าจอได้รับรอง PANTONE Validated แม้ขอบหน้าจอจะบางแต่ก็ยังติดตั้ง Webcam และไมโครโฟนที่ขอบด้านบน พร้อม IR Camera ไว้ใช้ร่วมกับ Windows Hello

ตัวลำโพงเป็นแบบสเตอริโอ 2 ตัว ระบบเสียง Harman/Kardon พร้อมด้วย Smart AMP ให้เสียงที่ดีผ่านตัวซอฟต์แวร์ ASUS SonicMaster ให้เสียงเบสที่มีน้ำหนัก เสียงกลางที่สมดุล และเสียงแหลมที่ใส พร้อมทั้งความดังกังวาล ซึ่งตัวลำโพงจะอยู่บริเวณใต้ตัว 2 ตัว

จอ ScreenPad Plus เป็นพาเนล IPS 4K (3840 x 1100) แบบด้าน รองรับการทัชสกรีน หน้าจอสัมผัสขนาดอัตราส่วน 32:9 เหนือคีย์บอร์ดเพิ่มเนื้อที่การทำงานของจอภาพ สามารถใช้ฟังก์ชั่นที่ออกแบบมาด้วย ScreenXpert

ASUS ZenBook Pro Duo – สรุปความน่าใช้

ASUS ZenBook Pro Duo

สรุปแล้วถือว่าเป็นโน้ตบุ๊คสายทำงานต่างจาก Gaming Notebook ที่เน้นความแรงของการ์ดจอเป็นหลัก ฉะนั้นถ้าใครจะซื้อมาเน้นเล่นเกมเป็นหลัก มองข้ามตัวนี้ไปเลย

ZenBook Duo จัดว่าเป็นโน้ตบุ๊ค 2 จอสุดล้ำเหมือนกัน แต่ได้หน้าจอ 14″ + 12.6″ มาพร้อมกับ ScreenPad Plus มาพร้อมสเปกใหม่สดอย่าง Intel Core i5-10210U / Core i7-10510U ที่เป็น Core i 10thGen + GeForce MX250 สนนราคาเริ่มแค่ 34,990 บาท

จุดเด่น

  • Core i7-9750H + RTX 2060 + RAM 32GB + SSD 1TB
  • หน้าจอ OLED 15.6 นิ้ว ความละเอียด 4K Ultra HD
  • มาพร้อม IR Cameraใช้งานผ่านทาง Windows Hello
  • วัสดุตัวเครื่องระดับ Military Standard
  • หน้าจอที่สอง ScreenPad Plus
  • เทคโนโลยี NanoEdge
  • บานพับ ErgoLift Hinge
  • หน้าจอ 100% sRGB
  • คีย์บอร์ดมีไฟ กดเด้งรับนิ้ว
  • Thunderbolt 3
  • ลำโพง Harman/ Kardon ให้เสียงที่ดี
  • มีการเชื่อมต่อไร้สายแบบ Wi-Fi 6 AX

ข้อสังเกต

  • ความร้อนค่อนข้างสูง
  • ราคาสูงกว่าโน้ตบุ๊คทั่วไป
  • ความละเอียด 4K Ultra HD ไม่เหมาะสำหรับการเล่นเกม

สนุบสนุนบทความและรูปภาพโดย – NotebookSpec

ASUS ZenBook Flip 14 ที่สุดแห่ง 2-in-1 เพียง 22,990 บาท

Asus Zenbook Flip 14

ASUS ZenBook Flip 14 – Spec

Asus ZenBook Flip 14 ใช้ชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 3700U (2.3 – 4.0 GHz) 4C / 8T โดยมี การ์ดจอเป็น VEGA 10 แรม 8 GB DDR4 หน่วยความจำ SSD PCIe NVMe 512 GB

Asus Zenbook Flip 14
ภาพ : LaptopMag

หน้าจอมัลติทัชขนาด 14″ IPS Full HD (1920 x 1080) แบบกระจก รองรับปากกา Stylus รองรับแรงกดได้หลายระดับ มีกล้องเว็บแคมและกล้องอินฟราเรด IR 3D และไมค์ดิจิตอลในตัว สามารถใช้งานร่วมกับ Windows Hello ได้ ตัวเครื่อมีน้ำหนักเบาเพียง 1.6 กิโลกรัมเท่านั้น

พอร์ตมีมาตามนี้คือ Kensington Lock, Micro SD Card Reader, 1 x USB 2.0 Type-A, 1 x USB 3.1 Type-A, USB 3.1 Type-C และ Headset 3.5 mm พร้อมมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 4.2 และ Wi-Fi 5 802.11a/b/g/n/ac

แบตเตอรี่มีขนาดประมาณ 3000 mAh สามารถทำงานได้เกือบ 7 ชั่วโมง และทำได้นานยิ่งขี้นตามการใช้งาน

หน้าจอกระจกขนาด 14″ IPS Full HD (1920 x 1080) ขอบบาง 4.37 มิลลิเมตร sRGB ที่ 95% และ AdobeRGB ที่ 72% ความสว่างหน้าจอ 250 cd/m2 และมีมุมมอง 178 องศา รองรับทัชสกรีน ขอบจอได้ติดตั้งกล้องเว็บแคมไว้ด้านบน พร้อมด้วยกล้องอินฟราเรด IR 3D Camera ทำงานร่วมกับ Windows Hello ได้

ตัวลำโพงเป็นแบบสเตอริโอเลือกใช้ลำโพง Harman/ Kardon ให้เสียงที่ดีในระดับหนึ่ง โดยตัวลำโพงจะอยู่บริเวณใต้ตัวเครื่องซ้ายและขวาลักษณะยิงลงพื้น ส่วนใครจะเอาไปต่อกับหูฟังหรือลำโพงเพิ่ม ก็สามารถทำได้

ASUS ZenBook Flip 14 – Design

Asus Zenbook Flip 14
ภาพ : Extreme IT

วัสดุหลักเป็นพลาสติกที่แทบจะไร้รอยต่อตลอดทั้งตัวเครื่อง ด้วย NanoEdge ทำให้มีอัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่องสูงถึง 90% หน้าจอบานพับ ErgoLift 360° แบบ 2 แกน ใช้งานใแบบโน๊ตบุ๊คจะทำให้คีย์บอร์ดทำมุม 2 องศา พร้อมกางจอที่ 135 องศา บานพันนี้มีกลไกแบบฟันเฟืองโลหะที่มีความแม่นยำพร้อมความทนทาน จากการทดสอบใช้งานได้ถึง 20,000 ครั้ง

สำหรับ ZenBook Flip 14 ใช้การท่ายเทความร้อนออกทางช่องทางใต้หน้าจอ ซึ่งไม่ว่าจะกางหน้าจอแบบไหนก็จะไม่บังลมจากช่องระบายความร้อนเลย อีกทั้งยังผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน MIL-STD-810G

ภาพ : Extreme IT

คีย์บอร์ดเป็นปุ่มพลาสติกสีเดียวกับตัวเครื่องสกรีนตัวอักษรสีเทา มีขนาดใหญ่พอดีกับนิ้วมือ ตัดขอบมน พร้อมไฟ backlit การสัมผัสนุ่มกำลังดี ปุ่มเปิดเครื่องอยู่ที่ขอบซ้าย ทัชแพดมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ แบบไม่มีปุ่มแยกคลิกซ้ายคลิกขวา ใช้งานแบบมัลติทัชร่วมกับ Windows 10 ได้

ASUS ZenBook Flip 14 – Performance

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH คะแนนก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เปรียบเทียบกับชิปประมวลผล Intel Core i5 ตระกูล U ก็ทำได้ดีกว่าเล็กน้อย

ภาพ : NotebookSpec

ตัวเก็บข้อมูลใช้ SSD แบบ M.2 NVMe PCIe ขนาดความจุ 512GB ความเร็วระดับ Read 1752 MB/s – Write 1463 MB/s

ภาพ : NotebookSpec

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 3491 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานพีซีทั่วไปนั่นสอบผ่านแบบสบายๆ

Asus ZenBook Flip 14 – สรุปความน่าใช้

สรุปสเปคของ ZenBook Flip 14

  • จอเเสดงผล 14.0 นิ้ว LED FullHD (1920×1080) 60Hz
  • หน่วยประมวลผล AMD® Ryzen™ 7 3700U
  • หน่วยความจำ 8 GB DDR4 2800MHz
  • การด์จอ AMD Radeon™ RX Vega
  • ความจุ SSD PCIe® Gen3 x2 512GB
  • กล้อง HDWebcam
  • เน็ตเวิร์คกิ้ง Wi-Fi Integrated Wi-Fi 5 (802.11 ac (2×2)) Bluetooth® 4.2
  • เเบตเตอรี่ 3 Cell 42 Wh
  • ขนาด 32.2 x 21.5 x 1.89 น้ำหนัก 1.6 kg
  • ราคา 22,990 บาท

ข้อดี

  • สเปกแรงคุ้มประสิทธิภาพดีด้วย AMD Ryzen 7 3700 + RAM 8GB + SSD 512GB
  • หน้าจอพาเนล IPS คุณภาพสูงมาก ความละเอียด Full HD ขอบจอบางเฉียบ
  • รองรับการใช้งานกับปากกาสไตลัส ASUS Active Pen บันเดิลมาให้เลย
  • ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน MIL-STD-810G ทนทานต่อการใช้งาน
  • บานพับ ErgoLift 360° ช่วยยกตัวเครื่องให้สูงยิ่งขึ้นเวลาใช้งาน
  • มีไฟ Backlit Keyboard สวยงาม รวมถึงใช้งานได้เป็นอย่างดี
  • ลำโพง Harman/ Kardon ให้เสียงคุณภาพดี
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานเกือบ 7 ชั่วโมง
  • ราคาคุ้มค่ามาก เมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้
  • น้ำหนักเบา 1.6 กิโลกรัม

ข้อสังเกต

  • การแกะอัพเกรดทำได้ยาก ทำได้แต่ SSD
  • จอกระจกทำให้เวลาใช้งานกลางแจ้งเจอแสงสะท้อน
  • ยังมีการติดตั้งพอร์ต USB 2.0 Type-A มาให้อยู่

ที่มา NotebookSpec , TECHXCITE
ที่มาภาพ : LaptopMag , droidsans , Extreme It

Lenovo Yoga 530 โน้ตบุ๊ก 2 in 1 ที่มาพร้อม AMD Ryzen 7

Lenovo Yoga 530
ภาพ : Lenove

Lenovo Yoga 530 เป็น 2-in-1 หน้าจอ 14 นิ้ว มาพร้อม AMD Ryzen 7 2700U กราฟฟิกการ์ด Radeon VEGA 10 มาพร้อมกับแรม 8GB และหน่วยความจำ SSD NVMe 256 GB ราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 24,990 บาท

ตัวเครื่องบางเพียง 17.6 มม. บางกว่าเก่าถึง 11% และเบาเพียง 1.6 กิโลกรัม พับได้ 360 องศา หน้าจอสัมผัส IPS Full HD (1920 x 1080) อีกทั้งยังมี Lenovo Active Pen ที่มีเทคโนโลยี Palm-Rejection ให้ความรู้สึกเขียนเหมือนการเขียนบนกระดาษ ลำโพงคุณภาพจาก Harman

Lenovo Yoga 530 – Design

Lenovo Yoga 530 รุ่นที่ต่อยอด Yoga 520 มาโดยรวมถือว่าคล้ายเดิม เพิ่มเติมคือตัวตัวเครื่องบางลง น้ำหนักเบา งานประกอบตัวเครื่องดีมากๆ ด้วยบอดี้เป็นโลหะ ทำให้ดูเรียบหรูสวยงาม เป็นรอยนิ้วมือยาก ทนทาน อีกทั้งระบายความร้อนได้ดี

Lenovo Yoga 530
ภาพ : TrustedReviews

ตัวเครื่องมีการออกแบบให้ดูทันสมัยและเรียบง่าย โดยโลโก้ Lenovo จะมีอยู่ 2 จุดเท่านั้น มุมเครื่องจะเป็นแบบโค้งมน ตัวเครื่องมีลักษณะงานประกอบทั้งหมดแบบ Unibody ทำให้ใช้งานรู้สึกว่าแน่นหนา จากการใช้งานพื้นผิวบางนี้เป็บรอยนิ้วมือยาก

ภาพ : TrustedReviews

Yoga 530 เป็น 2-in-1 Notebook ที่ทรงประสิทธิภาพ มีน้ำหนักเบา แถมบางสุดๆ สามารถถือได้ด้วยมือเดียว น้ำหนักเพียง 1.6 กิโลกรัม บางเพียง 17.6 มิลลิเมตร ฮาร์ดแวร์ภายในจำเป็นต้องฝังบอร์ดเกือบทั้งหมด จะมีเพียง SSD M.2 ที่สามารถอัพเกรดได้

Lenovo Yoga 530 – Keyboard / Trackpad

คีย์บอร์ดเป็นแบบ Chiclet ที่มีปุ่มโค้งลง ทุกแป้นมีขนาดมาตรฐาน คีย์บอร์ดนี้แป้น Shift ทั้งสองข้างใหญ่ ส่วนแป้นลูกศรเป็นปุ่มเดียวที่ถูกแบ่งครึ่ง และปุ่มควบคุมต่างๆ ก็รวมเป็นแป้นเดียวกับปุ่ม F1-F12 ด้านบนจะทำหน้าที่เป็นปุ่มควบคุมครับ สามารถกดปุ่ม Fn เพื่อทำให้กลับมาเป็นปุ่มฟังก์ชั่นได้ คีย์บอร์ดนี้เป็นแบบ Backlit สามารถเปิดไฟด้านหลังได้ 2 ระดับสำหรับใช้ในที่แสงน้อย

Lenovo Yoga 530
ภาพ : TrustedReviews

บริเวณแผ่นรองข้อมือทำจากโลหะ เครื่องไม่ยุบไปมาเวลาใช้ทำงานพิมพ์ ใช้งานๆไปนานๆ ก็รู้สึกร้อนตัวเครื่องมีการจัดการความร้อนไม่ให้อยู่บริเวณแถวที่รองมือและบริเวณแป้นพิมพ์ได้ดี

บริเวณแผ่นรองข้อมือด้านขวามีเซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือ แต่เครื่องนี้ไม่สามารถใช้ Windows Hello Face ได้ มีแต่การล็อกอินเข้าเครื่องด้วยลายนิ้วมือเท่านั้น ส่วนตัว Touchpad ของเครื่องก็มีขนาดใหญ่ดีเป็นแบบไม่มีปุ่มแยกด้านล่าง

Screen

หน้าจอของรุ่นนี้เป็นจอสัมผัส 14 นิ้ว IPS Full HD (1920 x 1080) ให้ภาพที่สว่าง สดใส ซึ่งด้วยความที่จอนี้สามารถพลิกใช้งานแบบแท็บเล็ตได้ด้วย ทำให้ตัวหน้าจอมีความแข็งระดับหนึ่ง เวลาใช้นิ้วกด หรือใช้ปากกา Active Pen กดลงไป ก็รู้สึกมั่นคง

ภาพ : TrustedReviews

การวางตำแหน่งจอของ Yoga 530 มีการยกจอให้ลอยขึ้นจากฐาน ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องก้มลงไปมองภาพเยอะเวลาดูภาพจากจอ ทำให้ตัวเครื่องใหญ่กว่าขนาดจอพอสมควร

Spec

รุ่นที่ใช้ CPU เป็น AMD Ryzen7 – 2700U (2.20 – 3.80 GHz) 4C/ 8T การ์ดจอ VEGA 10 แรม 8 GB DDR4 2400 MHz หน่วยความจำ SSD NVMe 256 GB

ภาพ : expertreviews

ส่วนหน้าจอกระจก IPS Full HD (1920 x 1080) มีมัลติทัชขนาด 14 นิ้ว รองรับสัมผัสมัลติทัชและปากกา Stylus และมีน้ำหนักเบาเพียง 1.6 กิโลกรัมเท่านั้น พร้อมหน้าจอพับได้ 360 องศา

ภาพ : expertreviews

การเชื่อมต่อที่มีมาให้มี HDMI, USB 3.0 มี 2 พอร์ต, USB 3.1 Type-C, Kensington Lock, 2 in 1 SD Reader และ Headset 3.5 mm พร้อม Bluetooth 4.1 และ Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac ในราคาเพียง 24,990 บาทเท่านั้น

ประสิทธิภาพของ Lenovo Yoga 530 AMD

  • Geekbench 5 ได้ Multicore 2702 คะแนน
  • Geekbench 4 ได้ Multicore 9100 คะแนน
  • ซึ่งถ้าดูตามตารางเปรียบเทียบของ Geekbench แล้ว ก็พอๆ กับ Intel Core i5-7440HQ หรือ Intel Core i3-8100T
Lenovo Yoga 530
ภาพ : Beartai
  • ชุดทดสอบ Time Spy ได้คะแนน 789 คะแนน
  • ชุดทดสอบ Night Raid ได้คะแนน 8160 คะแนน

โปรแกรม Crystal DiskMark 6 ได้ความเร็วในการอ่านต่อเนื่องที่ 1.7 GB/s แถมอ่านต่อเนื่อง 600 MB/s

ภาพ : Beartai

Lenovo Yoga 530 สรุปน่าซื้อไหม

Yoga 530 รุ่นใช้ AMD Ryzen 7 นี้เปิดตัวที่ราคา 24,990 บาท ซึ่งเป็นราคาเหมาะสำหรับประสิทธิภาพเครื่องระดับนี้ ใช้งานแบบเครื่องพับได้ 360 องศา มีปากกาให้เขียนงานได้ง่ายๆ

Lenovo Yoga 530
ภาพ : expertreviews

ข้อดี

  • มีระบบสแกน Windows Hello
  • น้ำหนักเบาเพียง 1.6 กิโลกรัมทำให้พกพาง่าย
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานถึง 5 ชั่วโมง
  • วัสดุทำจากอะลูมิเนียมอัลลอยด์ตลอดทั้งตัวเครื่องที่มีความแข็งแรง งานประกอบดูแน่นหนา
  • เครื่องดีไซน์แบบ 360 องศา สามารถพับจอได้หลายแบบให้เหมาะกับการใช้งาน
  • หน้าจอสวยสดใส เสียงลำโพงดังดี เอาไปใช้ดูหนังก็เหมาะ
  • มาพร้อมปากกา Active Pen รองรับการเขียนบนหน้าจอด้วยแรงกดหลายระดับ สามารถใช้วาดรูปได้ดี

ข้อสังเกต

  • ไม่เหมาะสำหรับเอาไปเล่นเกม
  • การแกะอัปเกรดทำได้ยาก
  • จอกระจกทำให้เวลาใช้งานกลางแจ้งเจอแสงสะท้อน
  • จอสะท้อนเยอะ ใช้ในที่แสงมากๆ ได้ยาก
  • ปุ่ม power ด้านข้างโดนง่ายไป ทำให้เครื่องหลับไปเลย

ที่มา – NotebookSpec , Beartai
ภาพ : TrustedReviews , expertreviews

Acer Swift 7 (2019) โน้ตบุ๊คหน้าจอ 14 นิ้วที่เล็กที่สุดในโลก

Acer Swift 7 (2019)

Acer Swift 7 (2019) ถูกจัดว่าเป็น Ultrabook หน้าจอ 14″ ที่มีขนาดเล็กที่สุดรุ่นนึงของโลก มีความเบาและบางมากกว่ารุ่นเดิม พร้อมใช้ชิปประมวลผล Intel รุ่นพิเศษอย่าง Core i7-8500Y ทำให้ประหยัดพลังงานแต่ยังคงความแรงและมาพร้อมกับ Thunderbolt 3 และ มาพร้อมกับขอบจอที่บางขึ้น ทำให้ต้องซ่อน Webcam ให้เป็นแบบ Pop Up

สเปกภายใน Intel Core i7-8500Y เป็น Core i7 Gen 8 Amber Lake มาพร้อมกับแรม 16GB LPDDR3 และได้ SSD เป็น M.2 NVMe ความจุ 512GB ปุ่มแสกนลายนิ้วมือเป็นปุ่มเดียวกันกับปุ่มเปิด-ปิด ที่ใช้กับ Windows Hello ได้ ส่วนแบตเตอรี่ใช้งานได้ 12 ชั่วโมง พร้อมการเชื่อมต่อมาตรฐาน 2×2 MU-MIMO Gigabit Wi-Fi และ Bluetooth 5.0. นอกจากนี้คีย์บอร์ดยังมีระยะกดที่ 1.1 มม

Acer Swift 7 (2019) – Spec

Swift 7 (2019) มีเพียงรุ่นเดียวสเปกเดียว มี 2 สีสัน คือ Starfield Black / Moonstone White ราคาที่ 59,990 บาท มาพร้อม Intel Core i7-8500Y ความเร็วอยู่ที่ 1.50 GHz – 4.20 GHz 2 Core 4 Threads TDP 7 Watt เท่านั้น มาพร้อมแรม 16GB DDR3L Bus 2133 MHz

การ์ดจอเป็นออนบอร์ด HD 615 เน้นใช้งานทั่วไป พร้อมฮาร์ดดสก์แบบ SSD NVMe ความจุ 512 GB หน้าจอ 14″ ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ระบบสัมผัสทัชสกรีนแบบ 10 จุดพร้อมๆ กัน โดยใช้กระจกจอ Corning Gorilla Glass 6

นอกจากนี้ยังมีพอร์ต Thunderbolt 3 (USB-C) 2 พอร์ต ที่รองรับ DisplayPort / USB 3.1 Gen 2 รวมไปถึงการเชื่อมต่อกับอแดปเตอร์จ่ายไฟด้วย ยังมีกล้องเว็บแคมความละเอียด 1.3 ล้านพิกเซล น้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 890 กรัม

Acer Swift 7 (2019)

Swift 7 (2019) เป็นกระจกแบบ ZeroFrame มีสัดส่วนหน้าจอช 92% หน้าจอพาเนล IPS มุมมอง 178 องศา ความละเอียด Full HD รองรับ Touch Screen ขนาด 14 นิ้ว ใช้หน้าจอเป็นกระจก Corning Gorilla Glass 6 หน้าจอ มี sRGB 90% และ Adobe RGB 73% ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่ 300 cd/m2

ในส่วนของลำโพงมาเป็นแบบสเตอริโอ โดยเป็นลำโพงจะอยู่ทางด้านล่างฝั่งผู้ใช้มุมซ้ายและขวาของตัวเครื่องอัดลงพื้นให้สะท้อนขึ้น

แบตเตอรี่ของ Swift 7 (2019) มีความจุอยู่ที่ 2550 mAh โดยสามารถทำงานต่อได้ 13 – 14 ชั่วโมงต่อเนื่องในโหมด Power Saver อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละคน แน่นอนว่าถ้าใช้งานหนักกว่า แบตเตอรี่ก็จะลดเวลาการใช้งานเป็นปกติ

Swift 7 (2019) มาพร้อมอแดปเตอร์ขนาด 45Watt ที่สำคัญการเชื่อมต่อไร้สายยังรองรับ Wi-Fi 6 อย่าง 802.11ax with 2×2 MU-MIMO technology และ Bluetooth 5.0

อุณหภูมิปกติของเครื่องจะอยู่ที่ประมาณ 35 องศาเซลเซียส แต่พอประสิทธิภาพเต็มที่เครื่องจะร้อนที่สุดเพียง 87 องศาเซลเซียส ทดสอบที่อุณหภูมิห้องปรับอากาศที่ 25 องศา ระบบระบายความร้อนของ Swift 7 (2019) เครื่องนี้นับว่าทำออกมาได้ดี

Design

น้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 890 กรัม เมื่อรวมกับตัวอแดปเตอร์ไซส์เล็กเข้าไปด้วย ก็จะมีน้ำหนักที่ 1 กิโลกรัมนิดๆ เท่านั้น แน่นอนว่าตอบสนองในเรื่องของการพกพาไปนอกสถานที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ

Acer ได้เคลมว่า Swift 7 (2019) บางที่สุดในโลก ตัวเครื่องบางเพียง 9.95 มิลลิเมตร ทำจากวัสดุแมกนีเซียมและอลูมิเนียมอัลลอยด์แบบไร้รอยต่อ มี 2 สีให้เลือก คือ Starfield Black / Moonstone White

ขอบหน้าจอที่บางสุดๆ แต่ก็ยังเลือกติดตั้งกล้อง Webcam Pop Up เอาไว้ที่ขอบจอด้านบน ขอบตัวสีเงินมันวาว Diamond Cutting พร้อมขอบตัวเครื่องมีคำว่า Swift สลักอยู่

Acer Swift 7 (2019)

น้ำหนักตัวเครื่องเปล่านั้น อยู่ที่ 890 กรัมเท่านั้น ในส่วนของอแดปเตอร์เองก็มีขนาดที่เล็กและเบามากๆ มีหนักเพียง 1 กิโลกรัม

Keyboard / Touchpad

คีย์บอร์ดที่ติดตั้งมาให้ Acer Swift 7 (2019) เป็นแบบ Chiclet Keyboard ตัวอักษรสีฟ้า พร้อมไฟ Backlit สีขาว เว้นระยะระหว่างปุ่มพิมพ์ไม่ชิดกันมากเกินไปและระยะของปุ่มที่ 1.1 มิลลิเมตรทำให้ได้ประสบการณ์พิมพ์ที่ดี ปุ่มเปิดเครื่องจะเป็นปุ่มเดียวกับ Fingerprint ใช้งานร่วมกับ Windows Hello

ทัชแพดถูกออกแบบมาให้มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยจะซ่อนปุ่มคลิกซ้ายและคลิกขวา รองรับ Gesture Control

ที่มา – NotebookSpec
ที่มาภาพ : TechRadar